Traction Avant (TA)

The first front wheel drive Citroen The Vintage car winner 2004

         เป็นรถซีตรองรุ่นแรกที่ใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหน้า คำว่า Traction Avant ก็แปลว่าขับเคลื่อนล้อหน้านั่นเอง TA ผลิตขึ้นในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ระบบรองรับน้ำหนักยังไม่เป็นไฮดรอนิวเมติก ยกเว้นรุ่นท้ายๆที่มีการใส่ระบบไฮดรอลิกที่ล้อหลัง ระบบไฮดรอลิกที่ล้อหลังนี้มีติดตั้งในรถยี่ห้ออื่น เช่น Roll Royce , Mercedes Benz , BMW รุ่นสูงมากๆเท่านั้น เช่น BMW 730iL ซึ่งจะทำให้ล้อหลังไม่ยุบตามน้ำหนักบรรทุก


2CV

 

         2CV มีเครื่องยนตขนาดเพียง 602cc สองสูบนอน ระบายความร้อนด้วยอากาศ รถ 2CV ได้ถูกพัฒนาเป็นรุ่นต่างๆบนพื้นฐานเดียวกัน หลายรุ่นมาก เช่น Ami-6 Ami-8 Dyane และจัดเป็นรถโบราณที่หาอะไหล่ได้ง่ายมากในยุโรป

ระบบรองรับน้ำหนักของ 2CV จัดได้ว่าง่ายและประหลาดเพราะ ใช้สปริงวางแนวนอนใต้ท้องรถ ทำให้มีระยะยืดยุบได้มากกว่าสปริงแนวตั้ง ทำให้รถมีความนุ่มนวลมาก

         2CV ถูกเรียกว่า ลูกเป็ดขี้เหร่ (ugly dug) ด้วยหน้าตาที่แสนจะน่าเกลียดจนกลายเป็นน่ารักของมันเอง

         2CV ถูกผลิตอย่างยาวนานและถูกแทนที่ด้วยซีตรอง AX ผมเชื่อว่า ชาวเยอรมันภูมิใจใน Volkswagen Beetle ชาวอังกฤษภูมิใจใน Mini Austin และ ชาวฝรั่งเศสภูมิใจใน Citroen 2CV


ID DS

Unknown owner
Architect DS
Fabrice
ID from Chiangmai

 

        DS เป็นผู้สืบทอด (Successor) ของ TA เปิดตัวที่ฝรั่งเศสในปี 1955 การออกเสียง ดีเอส ในภาษาฝรั่งเศสหมายถึง Goddess ในภาษาอังกฤษ เป็นซีตรองรุ่นแรกที่ใช้ระบบไฮดรอนิวเมติกทั้งสี่ล้อ มีตุ้ม 6 ลูกคือ ตุ้มที่ล้อทั้งสี่ ตุ้มเบรกและตุ้มกลาง ตุ้มของ DS และ GS เป็นตุ้มแบบที่ถอดเปลี่ยน diaphram ภายในตุ้มได้ (ด้วยการที่มันเปิดได้ทำให้มีโอกาสรั่วได้มากกว่าตุ้มแบบปิดที่เราใช้งานกันในปัจจุบัน) ด้วยความที่เป็นของรถสำหรับสะสมปัจจุบันทำให้มีผู้ผลิตตุ้มชนิดนี้ออกมาใหม่หลังจากที่การซ่อมบำรุงทำได้เพียงแลกของเก่ากับของที่ปรับสภาพมาแล้ว (Recondition)

         รุ่นเกียร์ธรรมดา มี 4(DS special) และ 5 เกียร์เดินหน้า มีรุ่นเกียร์อัตโนมัติด้วยเช่นกัน

         พวงมาลัยมีทั้งแบบพวงมาลัยพาวเวอร์และพวงมาลัยธรรมดา วงพวงพวงมาลัยของ ID และ DS เป็นแบบก้านเดียวและใช้ต่อมาใน GS BX CX XM SM

         เครื่องยนต์วางตามยาวแต่ขับเคลื่อนล้อหน้าด้วยการวางเกียร์อยู่หน้าเครื่องและระบบเบรกเป็นหน้าดิสก์ หลังดรัม เบรกหน้าจะจับที่เพลาไม่ใช่จับที่ล้ออย่างที่เราคุ้นเคย ทำให้เมื่อถอดล้อหน้าจะไม่เห็นจานเบรก

         ความจุเครื่องยนต์มีตั้งแต่ 1911 cc ในรุ่น ID19 ไปจนถึง 2400cc ในรุ่น DS23 ในรุ่นท้ายๆยังมีเครื่องยนต์หัวฉีดอิเลกทรอนิกส์ด้วย ไส้กรองอากาศเป็นโละหะพรุนซ่อนทับกันแล้วจุ่มน้ำมันเครื่องเพื่อดักฝุ่น (แบบเปียก) จึงไม่มีการเปลี่ยนใหม่แต่ให้ถอดมาล้างด้วยน้ำมันเบนซิน ชโลมน้ำมันเครื่องใหม่ก็ใช้งานต่อได้อีก

         อุปกรณ์ติดรถ ID/DS ที่เราแทบไม่เคยเห็นคือ ก้านสตาร์ทเครื่องยนต์ด้วยมือซึ่งยังมีใช้ในรุ่น GS และ TA ด้วย

         รุ่น ID19 มีข้อสังเกตง่ายๆที่ไฟหน้าแบบกลมสองดวง และ นอ็ตล้อขนาดใหญ่เพียงตัวเดียวต่อนึ่งล้อ

         รุ่น DS มีไฟหน้าดวงนอกที่ก้มเงยได้ตามการขึ้นลงเนิน และไฟหน้าดวงนอกเลี้ยวได้ตามการหมุนของพวงมาลัย การทำงานใช้สายเคเบิลเป็นตัวดึงทั้งหมด เบรกมือจับที่ล้อหน้าเหมือนซีตรองรุ่นที่เป็นไฮดรอนิวเมติกอื่นๆ ซึ่งมีข้อดีคือสามารถใช้แทนเบรกเท้าในกรณีฉุกเฉินได้เพราะการจับล้อหน้าจะไปทำให้รถกลับหลังหัน

         ฝากระโปรงหน้าเป็นอลูมิเนียม มีไล่ฝ้าที่กระจกหลัง ซีตรอง DS ในประเทศไทยมีอายุประมาณปี 1975

         ซีตรอง DS ในประเทศไทยมีตัวถังทั้งแบบ Berline และ Break เหมือนในต่างประเทศ


GS

         เป็นรถซีตรองขนาดเล็กในยุคสมัยใกล้เคียงกับ DS รถ GS รูปทรงคล้าย CX มาก) เครื่องยนต์เป็นแบบสี่สูบนอน ระบายความร้อนด้วยอากาศ (คล้ายโฟล์กเต่าทอง) จ่ายเชื้อเพลิงด้วยคาบูเรเตอร์เวบเบอร์ กรองอากาศเป็นแบบเปียก ความจุมีขนาด 1222cc และ 1019 ccในต่างประเทศมีเครื่องยนต์โรตารี่ (ลูกสูบหมุน) ซึ่งผลิตออกมาไม่ถึง 1000 คันเท่านั้นด้วยเหตุนี้ทำให้โครงการที่จะติดตั้งเครื่องยนต์โรตารี่ใน CX จึงล้มเลิกไป
         ซีตรอง GS ในประเทศไทยมีตัวถังทั้งแบบ Berline และ Break 4:57 3/5/2548      รถ Citroen GSA มีหน้าปัดและแผงควบคุมที่พวงมาลัยดูทันสมัยมากขึ้นคล้ายๆกับ Citroen VISA
         ซีตรอง GS คันสุดท้ายของโลกถูกผลิตที่ Indonesia ประมาณปี 1983 ใกล้ๆบ้านเรานี่เอง


SM

         ซีตรอง SM เกิดจากการรวมตัวของ Citroen และ Maserati ในยุคประมาณ 1975 เป็นรถสปอร์ตสองประตู จัดเป็นรถที่มีความเร็วสูงมาก ในประเทศไทยมีการนำเข้ามาจำหน่ายไม่ถึง 10 คันเท่านั้น เครื่องยนต์เป็นของ Maserati โชคไม่ดีที่เป็นยุควิกฤติน้ำมันพอดี ทำให้รถสปอร์ตคันนี้ขายได้ไม่มากนัก


BX
BX 16RS year 1985

         เป็นซีตรองที่จำหน่ายได้เป็นอันดับสอง รองมาจาก 2CV เปิดตัวครั้งแรกในฝรั่งเศสเมื่อปี 1983 และปี 1985 ในประเทศไทย

         มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในรุ่นนี้ เช่น ฝากระโปรงหน้า แผงปิดเสาหลัง ถังน้ำมัน เป็นพลาสติก เพื่อลดน้ำหนักของตัวรถ และ ระบบกันสะเทือนด้านหน้าไม่ใช้ปีกนกสองชั้นอย่างรุ่นก่อนๆแต่หน้าตาคล้ายๆกับระบบ Mcpherson strut ทำให้ตุ้มหน้าถูกวางตัวในแนวนอน

การวางตุ้มแนวนอน  ทำให้ต้องใช้ยางหัวโช้ก  เมื่อยางขาดจะทำให้กระบอกหน้าทะลุฝากระโปรงได้  ควรตรวจสอบทุกครึ่งปี
ตุ้มหน้าวางในแนวนอนเป็นรุ่นแรก ทำให้เป็นครั้งแรกที่เรารู้จัก "ยางหัวโช้ค"

ในประเทศไทย BX เครื่องยนต์มี 2 ขนาดคือ 1600 cc คาบูเรเตอร์ และ 1900cc ซึ่งมีทั้งหัวฉีดและคาบูเรเตอร์ ส่วนตัวถังมีเฉพาะแบบ berline เท่านั้น ต่างจากในต่างประเทศที่มีทั้งแบบ berline และ break

รายละเอียดของ BX มีการเปลี่ยนแปลงหลายครั้งตั้งแต่

BX 16 RS รุ่นแรก ปี 1985 มีมาตรวัดความเร็วแบบลูกกลิ้ง และวัดรอบแบบอิเลคทรอนิกส์ถูกตัดออก สวิทช์ควบคุมเป็นแบบไร้ก้านและมีชื่อเรียกว่า Lego switch จากความง่ายในการถอดประกอบแต่ละส่วนของมันเองจนเหมือนกับถอดประกอบของเล่น เบาะและอุปกรณ์ภายในเป็นสีเทา ไฟเลี้ยวหน้ารถเป็นสีเหลืองอำพัน

BX 16 RS ปี 1986 เหมือนปี 85 แต่มีวัดรอบแบบอิเลคทรอนิกส์ซะที มีสปอยเลอร์

BX 16 RS รุ่นต่อมา ใช้มาตรวัดความเร็วแบบเข็ม มีวัดรอบ และยังใช้ Lego switch

BX 16 leader แผงหน้าปัดเปลี่ยนใหม่หมด มีก้านไฟเลี้ยว เบาะและอุปกรณ์ภายในเป็นสีดำ ไฟเลี้ยวหน้ามีขนาดใหญ่กว่าเดิมและเป็นสีขาว มีพวงมาลัยพาวเวอร์ ทำให้เราได้รู้จัก "วาล์วห้าทาง" หรือ Flow distributor valve

คุณชลธีได้บูรณะซีตรอง BX leader จากสภาพที่ไม่น่าไว้ใจ จนมีสภาพสวยงามและไว้ใจได้ เชิญ คลิก สิ่งที่น่าสนใจคือเป็นการบูรณะรวดเดียว ใช้งบประมาณแสนกว่าบาท ดีกว่าไปผ่อนรถป้ายแดงเป็นไหนๆ แม้ไม่ได้สนใจสมรรถนะและการทรงตัวที่ดีของรถซีตรองก็ยังถือถือว่าคุ้มค่ามากครับ

BX 19 ในยุคหลังๆของ BX เครื่องยนต์ขนาด 1900 cc ถูกติดตั้งทั้งแบบคาบูเรเตอร์และ หัวฉีดเกียร์อัตโนมัติ


CX

Hand drawing from REX-REX : www.pantip.com
Cholatee

 

        จำหน่ายในประเทศไทยประมาณปี 1976 ในแบบพวงมาลัยธรรมดา ต่อมาจำหน่ายโดยยนตรกิจไปจนถึงปี 1989        รุ่นแรกๆ คือ  CX 2000 , CX 2200 , CX 2400 ใช้เครื่องยนต์ของซีตรอง จนมาถึงยุคหลังๆ CX-20 ซึ่งมีเห็นกันมากที่สุดใช้เครื่องยนต์จาก Renault TS-20 CX บางคนเปลี่ยนเครื่องนำเข้าจากต่างประเทศ ได้แก่เครื่อง ดีเซล เครื่อง 2400 EFi และ 2500 EFi

         CX รุ่นที่ใช้พวงมาลัยพาวเวอร์มีระบบพวงมาลัยแบบตีกลับมาแนวตรงได้เอง และ ปรับความหนักเบาของพวงมาลัยตามความเร็วจริง ซึ่งชื่อเรียกเฉพาะว่า Deravi steering         การที่พวงมาลัยตีกลับแนวตรงได้นั้นอาศัย control box ที่ใต้แผงพวงมาลัยควบคุมการตีกลับเข้าหาแนวตรง พวงมาลัยแบบนี้มีประกอบในรุ่น SM และ XM รุ่นพวงมาลัยซ้ายรุ่นแรกๆเท่านั้น
         ในรถ CX การปรับน้ำหนักของพวงมาลัยนั้น ใช้กล่องเฟืองต่อเข้าที่เกียร์ กล่องเฟืองนี้จะแยกการหมุนออกมาให้สายเคเบิล 2 เส้นสายเคเบิลเส้นแรกจะต่อไปยังชุดวัดความเร็วบนหน้าปัด สายเคเบิลอีกเส้นจะต่อไปยัง "กาวานา" (Governer) เพื่อเพิ่มหรือลดน้ำมันไฮดรอลิก ทำให้พวงมาลัยหนักเบาตามความเร็วจริง
กล่องเฟือง หรือ กล้องส่องทางไกล
เมื่อแกะออกมานอกรถแล้ว กล่องเฟืองนี้มีสองรุ่น มีสีแตกต่างกัน สำหรับ CX20 และ CX2400
แกะเพื่อเปลี่ยนจารบีภายในได้
สีแดงคือเฟืองขับ ที่เหลือคือเฟืองตาม
ดูใกล้ๆ

 

diravi diagram from  www.citroenz.com


A Cx Prestige series I  with semi-automatic transmission

         CX รุ่นแรกๆ กันชนเป็นสเตนเลสขนาดเล็ก กระจังหน้าเป็นโครเมียม มีคิ้วกรอบกระจกและกรอบประตู แผงหน้าปัดและเบาะเป็นสีน้ำตาล มาตรวัดความเร็วเป็นลูกกลิ้ง กระจกมองข้างเป็นแบบทรงแบนรูปสี่เหลี่ยม และมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดไปเรื่อยๆจนถึงสุดท้ายที่เรียกว่า Elegance

ภายในของ Elegance แท้จะเห็นหน้าปัดแบบใหม่

         CX Elegance ปรับความสูงด้วยสวิทช์ไฟฟ้า แผงหน้าปัดถูกเปลี่ยนใม่หมด มาตรวัดเป็นแบบเข็ม กันชนหน้า หลังเป็นไฟเบอร์ที่ดูสำอางมากขึ้น กระจังหน้าเป็นพลาสติกสีดำหรือสีเดียวกับตัวรถ กระจกมองข้างเป็นแบบทรงมน

กระจกข้างแบบ Elegance



 

CX Prestige Elegance จัดเป็นรุ่นทันสมัยและสูงสุดในตระกูล CX เครื่องยนต์เป็นแบบหัวฉีดซึ่งมีเพียงไม่ถึง 10 คันเท่านั้นในประเทศไทย

CX กะเทย ที่ได้ยินกันบ่อยจึงหมายถึง CX ที่มีอุปกรณ์บางอย่างเป็นของ Elegance แต่ไม่ครบทุกชิ้น

CX Prestige series I
CX Prestige ตัวถังยาวกว่า CX ทั่วไป
ห้องเครื่องของ CX diesel
ห้องเครื่องของ CX 2400 EFi

 

CX-20 กะเทยของคุณโมไนย สวยมากครับ
หน้าที่ครั้งสุดท้ายของ CX เห็นแล้วใจหาย
CX วิ่งโชว์สามล้อ

AX

 

         เป็นรถขนาดจิ๋ว ในประเทศไทยเครื่องยนต์มีเพียงขนาดเดียวคือ 1400 cc หัวฉีด single point เกียร์ธรรมดา เริ่มจำหน่ายตั้งแต่ปี 1994 รถซีตรอง AX ใช้ระบบรองรับน้ำหนักแบบธรรมดา ไม่มีไฮดรอลิก มีหม้อลมเบรก เบรกมือเป็นแบบสายจับที่ล้อหลังเหมือนรถทั่วๆไป อย่างไรก็ดี ช่วงล่างด้านหลังของ AX ก็เหมือนซีตรองรุ่นอื่นๆคือยังใช้ swing arm ที่ล้อหลังเช่นกัน (และถ้าลูกปืนสึกมากจะทำให้ล้อหลังแบะออกเหมือนกับ รุ่นซีตรองอื่นๆที่มีระบบไฮดรอลิก)

         การตกแต่งตัวถังของ AX ในบ้านเรามี 2 แบบคือ ธรรมดา กับ sport ซึ่งสามารถใส่ล้อขนาดใหญ่กว่าเดิมได้

AX ของคุณชลธี
AX sport ของคุณชลธี

การซ่อม ECM โดยคุณ Vit

         Citroen AX มักจะถูกนำมาเปรียบเทียบกับ Peugeot 205 1.4GR เสมอๆ เพราะว่าใช้เครื่องยนต์เดียวกัน (เครื่องสหกรณ์ฝรั่งเศส) ความแตกต่างคือ Citroen AX มีวาล์วควบคุมแรงดันเบรคหลังที่ปรับตามน้ำหนักบรรทุก และการตกแต่งภายในที่สวยกว่า วาล์วควบคุมแรงดันเบรคหลังที่ปรับตามน้ำหนักบรรทุก ห้องโดยสารที่กว้างเกินตัว และอุปกรณ์ภายในที่ไม่ได้ให้มาอย่างตัดใจให้

         เจ้าของ AX บางท่านคิดถึงเครื่องยนต์ขนาด 1600cc ที่ใช้งานใน Peugeot 205 Gti ว่าจะนำมาลงใน AX ให้กลายเป็น AX 16Gti แต่โชคไม่ดีที่ห้องเครื่องของ AX สั้นมากๆจนไม่สามารถลงได้

 

         Citroen AX ถูกแทนที่ด้วย Citroen C3 ที่หน้าตาละม้ายเหมือนรถรุ่นคุณปู่คือ 2CV


ZX

 

         ในยุคสมัยที่ไม่มีเครื่องคาบูเรเตอร์อีกต่อไป ZX เป็นรถที่มีขนาดและหน้าตาใกล้เคียงกับ BX มาก แต่ไม่มีระบบไฮดรอลิกเช่นกัน ZX มีสองแบบคือ 3 ประตู 1800 cc และ 5 ประตู 2000 cc ซึ่งใช้เครื่องยนต์และเกียร์เหมือนกับ Xantia


XM

         จำหน่ายครั้งแรกในไทยตั้งแต่ปี 1992 หลังจากที่ CX หมดหน้าที่ไปแล้ว XM มีตัวถังทั้งแบบ berline และ break เครื่องยนต์มีทั้ง 2000 8Valve , 2000 16Valve , 2000 Turbo และ V6-3000 ทุกแบบเป็นหัวฉีดอิเลกทรอนิกส์ และใช้เกียร์อัตโนมัติของ ZF รุ่น 4HP18

มี onboard computer ที่สามารถเตือนว่าหลอดไฟขาดหรือไม่ผ่านหน้าจอ และแจ้งข้อมูลต่างๆแก่ผู้ขับ

ระบบรับน้ำหนักเป็นแบบ Hydractive รุ่นที่ 1 (Hydractive I)ซึ่งสังเกตง่ายๆว่าจะมีปุ่มเลือกความนุ่มนวลหรือความมั่นคงของระบบรองรับน้ำหนักได้ (comfort / sport ) อย่างไรก็ตาม มี XM บางคันในประเทศไทยที่ยังเป็น Hydraunematic

ห้องเครื่องที่ดูน่าเกรงขามของ XM-6 3000CC ราคาจำหน่ายในปี 1992 อยู่ที่ประมาณ 3 ล้านบาท


Xantia

         เริ่มจำหน่ายในประเทศไทยปี 1994 ด้วยระบบไฮดรอนิวเมติกเหมือน BX-19 ด้วยการใช้ปัมพ์ไฮดรอลิกแบบ 5 สูบ และ วาล์วห้าทาง (Flow distributor Valve)
         Citroen Xantia ในปี 1995 เป็นต้นมาถูกเปลี่ยนเป็นปัมพ์แบบ 6 + 2 สูบ ซึ่งเป็นการแยกวงจรไฮดรอลิกสำหรับพวงมาลัยและกันกระเทือนตามลำดับ เครื่องยนต์ยังคงเป็นเป็น 2000 cc หัวฉีดอิเลกทรอนิกส์ เกียร์อัตโนมัติรุ่น 4HP14 ของ ZF ทั้งหมด เกียร์รุ่น 4HP14 นี้ถูกติดตั้งในรถยี่ห้ออื่นๆอีกหลายรุ่น จัดได้ว่าหาอะไหล่ง่ายไม่น่ากลัวในการซ่อมแซม ในยุคหลังๆมีการแต่หน้าทาปากเป็น Xantia Exclusive ที่เปลี่ยนล้อจาก 14 เป็น 15 นิ้วและมีลายไม้ภายในมากขึ้น

         ในประเทศไทย มี Xantia จำนวนหนึ่ง ใช้เครื่องยนต์แบบสี่สูบ 16 วาล์ว เกียร์ธรรมดา และมีซันรูฟ สิ่งที่พิเศษนอกเหนือจาก Xantia รุ่นอื่นๆก็คือมันใช้ระบบกันกระเทือนแบบ Hydractive II ซึ่งเป็นรองแต่เพียง C5 ซึ่งใช้ระบบกันกระเทือนแบบ Hydractive III

         Citroen Xantia เป็นซีตรองที่มีให้เห็นบนท้องถนนมากที่สุดในปัจจุบัน ด้วยราคาที่เป็นเจ้าของได้ไม่ยาก และค่าดูแลรักษาไม่สูงกว่ารถยุโรปยุคสมัยเดียวกันมากนัก

         คุณกิตติสมาชิกชมรมซีตรอง ได้ให้เกียรติเขียนบทความเกี่ยวกับการเลือกซื้อรถ Xantia ไว้ คุณสามารถ คลิกที่นี่ เพื่อได้ข้อมูลคร่าวๆในการเลือกซื้อรถที่ท่านสนใจอยู่

         นอกจากนี้ยังมีภาพแสดงขั้นตอนการล้างโคมไฟหน้าของ Xantia ด้วย


Home
Last update :October 21, 2006
The twin SM picture is copied from somewhere in Japan. Thegrey 2CV is somewhere from LAOS. Thank you Mr.Fabrice for the black Traction Avant and 2CV pictures.