เล่าสู่กันฟัง เปลี่ยนออกซิเจนเซ็นเซอร์ ใน Xantia 2.0i Y/95


PIC16_00

หลังจากที่ผมไปทำท่อไอเสียเมื่อซัก เดือนเมษายน 2548 ที่ผ่านมาในรถผมขณะที่มีการใช้งาน ที่หน้าปัดท์จะมีไฟ "Engine Check" สว่างตลอดเวลา ทุกขณะที่เครื่องยนต์ทำงานอยู่ ผมทดลอง "รีเซ็ต ECU" โดยการถอดขั้วลบแบตเตอรี่ออกหลาย ๆ ครั้งในช่วงเวลาที่ผ่านมา...ไฟเตือน "Engine Check" ก็จะยังสว่างอยู่ดี เท่าที่สังเกตดู หลังจากการ "รีเซ็ต ECU" แล้วไฟเตือนที่หน้าปัดจะยัง ไม่สว่างทันทีแต่ไฟเตือนจะสว่างในตอนที่เครื่องยนต์กำลังทำงาน และตัวรถไม่มีการเคลื่อนที่เกิน 5 นาทีโดยประมาณหรือมีการใช้งานเกิน 10 กม.ขึ้นไป หรือรถติดรอสัญญาณไฟจราจร...ตอนไล่ ลมในระบบไฮดรอลิก .ตอนเปลี่ยนเกียร์จาก N มา D หรือจาก D มา N ในขณะที่เครื่องยนต์กำลังทำงาน อยู่...ซึ่งการใช้งานรถก็ยังเป็นปกติอยู่

แต่เท่าที่ศึกษาจากข้อมูลต่าง ๆ พบว่า...โดยปกติตัว ECU จะปรับเปลี่ยนปริมาณการจ่ายเชื้อเพลิง และควบคุมเครื่องยนต์...โดยอาศัยการรับข้อมูลจาก Sensor ต่าง ๆ ที่อยู่ในระบบ...ให้เครื่องยนต์มี การเผาไหม้ที่สมบูรณ์ตลอดเวลา...แต่ถ้ามี Sensor ตัวใด ตัวหนึ่ง...ที่เป็นอีกตัวแปรหนึ่งในการนำค่าที่ตรวจจับได้...ไปทำการคำนวณโดย ECU เกิดผิดปกติและให้ค่าที่ไม่อยู่ในย่าน ( Range )ที่ยอมให้ เกิด เช่นปกติจะให้ค่า 1-4 เท่านั้น แต่เมื่อเกิดความผิดปกติขึ้น ค่าที่ได้อาจจะเป็น 0 หรือ 5 ก็ถือว่าไม่อยู่ในย่านที่ต้องการ

.

ตัว ECU ก็เลยส่งสัญญาณเตือนผ่าน หลอดไฟ "Engine Check" และจะ เปลี่ยนโหมดการทำงานมาเป็น "Limited Operation Strategy" ( LOS ) หรือ "Limp-Home Mode" โดยอาศัยค่าตัวแปรที่ตั้งมาจากโรงงาน แทนค่าจากตัว Sensor ( ผมไม่รู้ว่าทุกค่าหรือเฉพาะบางค่า- ของตัวที่มีปัญหา) ซึ่งการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ก็อาจจะไม่สมบูรณ์ แต่ก็พอให้เราขับเคลื่อนรถต่อ ไปได้เพื่อไปดำเนินการแก้ไขที่อู่หรือที่ศูนย์

แต่ถ้าเป็น Sensor ตัวหลัก ๆ ที่จำเป็นต้องมีเช่น CAS ( Crank angle Sensor ) เป็นตัวจับมุมการหมุนของเพลาข้อเหวี่ยง...ซึ่งจะเป็นตัวบอกตำแหน่งของ ลูกสูบแต่ละตัวว่าอยู่ที่จังหวะใด ( ดูด - อัด - ระเบิด - คาย ) ถ้า CAS เสียไม่มีสัญญาณออกมา...เครื่องยนต์ก็จะดับแน่ๆ หรือตอนสตาร์ทเครื่องยนต์..ไดสตาร์ทหมุน..เครื่องยนต์หมุน..แต่ CAS ไม่มีสัญญาณ ออกมาหรือมีสัญญาณแต่ไม่ถูกต้อง ตัว ECU ก็จะไม่ยอมให้เครื่องยนต์ทำงาน ...ในกรณีรถผม เครื่องยนต์ยังทำงานได้ แสดงว่าตัว CAS ยังดีอยู่ ตรวจสอบ ATS, CTS, TPS ก็ให้ค่า ที่อยู่ในย่านที่ยอมรับได้...แต่ MAP ผมไม่มีเครื่องมือทดสอบ และสุดท้ายก็มาอยู่ที่ OS ครับ...เนื่องจากว่า ตัวมันถูกติดตั้งไว้ที่ท่อรวมไอเสียและอยู่ก่อนตัว "ฟอกไอเสีย" ( Catalytic Converter)...ผมคิดไปคิดมา มันประจวบเหมาะกับตอนที่ผมไปทำท่อไอเสีย หลังจากนั้นจึงเกิดอาการที่ว่านี่...รวมทั้งยังพบว่าตัว OS ควร จะเปลี่ยนใหม่ทุก ๆ 60,000 - 100,000 กม. แล้วแต่รุ่นของ OS

สรุปแล้วในรถผมใช้มาได้ 12x,xxx km แล้ว...ผมจึงเปลี่ยนตัว OS ใหม่เลยครับ...พอเปลี่ยนเสร็จเรียบร้อย ไฟ "Engine Check" ก็ดับไปและไม่เกิดขึ้นอีกเลย แม้ว่าจะทดลองทำในลักษณะเดียวกับตอนที่ยังไม่ได้เปลี่ยน ตัว OS...ใช้น้ำมันไปได้ 2 ถัง รถติดๆ ในเมืองได้ประมาณ 7.5 กม/ลิตร ( เพิ่มขึ้นมา 0.5 กม/ลิตร )

ราคาเปลี่ยนของใหม่
1. เอกชัยฯ ( เบิกห้าง ) 7,xxx B.
2. GFSCarPart ( Import from UK ) 3,6xx B. ( 50.50 GBP )
3. ค่าแรงไม่รู้...เพราะเปลี่ยนเอง ( 1 ชั่วโมง ก็เสร็จ )



Sensor name
CAS Crank angle Sensor
ATS
Air Temperature Sensor
CTS Coolant Temperature Sensor
MAP
Manifold Absolute Pressure/ Vacuum Sensor.
OS
Oxygen Sensor or Lambda Sensor
TPS Throttle Potentiometer Sensor/ Throttle Postion Sensor.

เผื่อจะเป็นข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับรถคันอื่น ๆ ที่ยังไม่เกิดปัญหาในตอนนี้หรืออีกไม่นานก็จะเกิดครับ


PIC16_01
รูปมาจาก http://www.aa1car.com/library/o2sensor.htm

ตัว OS จะถูกติดตั้งไว้ที่ปลายท่อรวมไอดีหรือด้านหน้าตัว CAT โดยจะทำหน้าที่วัดปริมาณของ ออกซิเจนที่ออกมากับไอเสีย และส่งสัญญาณไฟฟ้าที่วัดได้ไปให้ ECU ว่าขณะที่เครื่องยนต์กำลังทำงานอยู่นั้นมีส่วนผสมของเชื้อเพลิงและอากาศเป็นอย่างไร...เพื่อทำการปรับเปลี่ยนปริมาณการจ่ายเชื้อเพลิง
เข้าสู่ห้องเผาไหม้ได้ถูกต้อง

1. ถ้าส่วนผสมหนา ( ออกซิเจนมีน้อย ) ECU จะลดเวลาการฉีดเชื้อเพลิงของหัวฉีด สัญญาณไฟ้ฟ้าที่ได้จาก OS
จะมีค่าสูง ( RICH Mixture )

2. ถ้าส่วนผสมบาง ( ออกซิเจนมีมาก ) ECU จะเพิ่มเวลาการฉีดเชื้อเพลิงของห้วฉีด สัญญาณไฟฟ้าที่ได้จาก OS
จะมีค่าต่ำ ( LEAN Mixture ) ซึ่งการปรับลดหรือเพิ่มเวลาของ ECU ที่มี่ต่อหัวฉีด ก็เพื่อให้กับอัตราส่วนผสมทางทฏีมากที่สุดคือ
อากาศ 14.7 ส่วนต่อเชื้อเพลิง 1 ส่วนถือว่าเป็นการเผาไหม้ที่สมบูรณ์ ที่ท่อไอเสียก็จะได้ ก๊าซ H2O และ CO2 ส่วนการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ ที่ท่อไอเสียจะได้ ก๊าซ H2O, CO2, HC, CO, NOx

H2O Water
CO2 Carbon Dioxide
HC Hydrocarbons
CO Carbon Monoxide
NOx. Nitrogen Oxide

ECU จะไม่สนใจค่าจาก OS เมื่อ เครื่องยนต์ยังเย็นอยู่ การเร่งรอบเครื่องหรือมีการรับโหลดมาก


PIC16_02
Pin-Out Table Magneti-Mareili 8P ( in Xantia 2.0i )

 

 

Pin
Item
Pin
Item
1
Ignition Coil:t1
18
injectors driver:t1
2
Stepper motor : tB
19
Ignition coil:t2
3
Stepper motor : tA
20
Stepper motor :tC
4
Main relay driver:t10
21
Stepper motor :tD
5
Tachometer
22
CFSV:t1
6
SD warning lamp: t1
23
FI relay driver:t7
7
-
24
A/C cut off relay driver:t2
8
Air conditioning
25
-
9
Air conditioning
26
P/N switch relay (auto only)
10
Diagnostic socket:t1
27
27. VSS signal:t3
11
CAS return:t2
28
CAS signal:t1
12
OS signal return: t4
29
OS signal:t3
13
CTS signal :t2
30
TPS signal:t2
14
Sensor supply MAP: t3, TPS:t1
31
ATS signal:t2
15
Diagnostic Socket: t2
32
MAP signal:t1
16
Sensor return ( TPS:t3, MAP:t2, ATS:t1, KS:t1)
33
KS signal:t2
17
Earth
34
Earth
   
35
nbv supply form main rely:t1



component codes
B10
 
Crank Angle Sensor ( CAS )
B20
  Knock Sensor ( KS )
B41
  Air Temperature Sensor ( ATS )
B50
  Coolant Temperature Sensor ( CTS )
B60
  MAP Sensor ( analogue )
B71
  Heated Oxygen Sensor ( OS ) Zirconia.
K30
  Main Relay ( Double Relay )
M30
  Fuel Pump
M40
  Stepper Motor ( ISSM )
R31
  Throttle Position Sensor (TPS)
R50
  Intake Manifold Heater ( IMPH ).
T2
  Distributorless ignition coil ( Wasted spart )
Y30
  Fuel Injector (MPi)


 

PIC16_03

ลงมือเปลี่ยน

1.จอดรถในที่เหมาะ ๆ

2. ยกรถให้สูงสุด และใข้ขาตั้งเหล็กหนุนใต้ท้องรถทั้ง 4 มุม (เพื่อความปลอดภัย )

3. ดับเครื่องและถอดขั้วลบแบตเตอรี่ออก

ในช่วงเวลาที่ผมรอให้เครื่องยนต์และท่อไอเสียเย็นตัวลง...ด้วยความอยากรู้ ว่าสัญญาณต่าง ๆ ที่ ECU ต้องการในขณะที่เครื่องยนต์กำลังทำงานอยู่มีหน้าตาอย่างไร...ผมก็เลยถอดเอาตัว ECU ออกมาบัดกรีสายไฟ ตามขาต่าง ๆ ของตัว ECU ที่ผมต้องการรู้ออกมาภายนอกตัวกล่อง ECU เพื่อความสะดวกในการทำงาน ซึ่งก็มีดังนี้...

1. CAS = Crank angle Sensor

2. ATS = Air Temperature Sensor

3. CTS = Coolant Temperature Sensor

4. MAP = Manifold Absolute Pressure/ Vacuum Sensor.

5. OS = Oxygen Sensor or Lambda Sensor

6. TPS = Throttle Potentiometer Sensor/ Throttle Postion Sensor.

7. VSS = Vehicle Speed sensor

8. KS = Knock Sensor.

และยังอ่านค่าจาก ROM ที่อยู่ในกล่อง ECU ออกมาไว้เล่น ๆ อีกต่างหาก ซึ่งจะเป็น IC เบอร์ TMS27PC512
( Programmable Reader-Only Memories, OTP Type ) มีขนาดความจุที่ 64 KByte


PIC16_04

หลังจากจัดการกับสายสัญญาณต่าง ๆ เรียบร้อยแล้วก็ประกอบ ECU กลับเข้าที่ โดยมี Connector DB-25
ตัวเมีย ต่อสายจากในกล่องออกมารอไว้ภายนอก...ดังรูป


PIC16_05


4. ทำการถอดตัว Double Relay ออกมา...ดังรูปในจุด ( A )

5. ถอดสายไปที่ต่อไปยังตัว Intake Manifold Heater ( IMH ) ออกมาดังรูปในจุด ( B ) วัดค่าความต้านทานแล้วจะได้ประมาณ 4.5 Ohm.

6. ถอดฟิวส์ ตัว F11 ( 5A ) ออกตามรูปในจุด ( C )

7. วัดค่าความต้านทาน Heater ของ OS ตรงจุด ( C ) เทียบกับกราว์ด จะได้ค่าประมาณ 4.3 Ohm ( ในรถผม )
ถ้าได้ตามนี้แสดงว่า สายไฟจากกล่อง Fuse ไปยัง Heater ของ OS ไม่ขาด

8. วัดความต่อเนื่องจากจุด ( A ) ที่ขา 6 ของ Double Relay ไปที่สายต่อของ IMH และ สายที่ต่อเข้า Heater
ของ OS จะต้องต่อถึงกันหมด...สรุปในรถผมถูกต้องทุกอย่าง ไม่ต้องแก้ไขอันใด


PIC16_06


เมื่อเครื่องยนต์และท่อไอเสียเย็นแล้ว

9. มุดเข้าใต้ท้องรถพร้อมกับไฟแฉและคีมจับ...ถอดสายต่อ Connector ของ OS ออกทั้ง 2 ตัว
ดูสีของ Connector ให้ดีจะได้ไม่ผิดตอนประกอบกลับ

10. ใช้ประแจปากตายเบอร์ #22 จับที่ตัว OS และทำการออกแรงคลายออก...จะคลายออกยากพอสมควร ในรูป OS จะอยู่ที่จุด ( A ) แอบ ๆ อยู่ด้านใน ส่วน ( B ) จะเป็นท่อไอเสียซึ่งผมไปพันด้วยผ้ากันความร้อน และ ( C ) จะเป็นตัว Heigh Corrector หน้า


PIC16_07

Zoom เข้าไปชัด ๆ ว่า OS มันซ่อนตัวอยู่ตรงนี้ครับ


PIC16_08

หลังจากถอดตัว OS ออกมาแล้ว

( A ) จะเป็นส่วนปลายของ OS ซึ่งเป็นโลหะครอบอยู่บนตัว sensor อีกที โดยจะมีรูให้ไอเสียไหลผ่านเข้าไปได้

( B ) จะเป็น connector ที่เป็นสัญญาณ ต่อเข้าตัว ECU โดยมี สายไฟ "สีดำ" เป็นสัญญาณ และสายไฟ "สีเทา" เป็นกราวด์ และจะต่อถึงกับตัวถังโหละของ OS

( C ) จะเป็น Connector ที่รับไฟเลี้ยงจาก Double Relay เพื่อไปจ่ายให้กับ Heater ของ OS จะมีสายไฟ 2 เส้น
เป็น "สีขาว" ทั้งคู่

( D ) ยางหุ้มยึดสายที่ฉีกขาด เมื่อตอนไปทำท่อไอเสียมา (พึ่งจะเห็น) เลยทำให้สายสัญญาณ "สีดำ" ( F ) หลุดออกมาจากตัว connecotr เลยพาลทำให้ ECU ได้รับสัญญาณ ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง

( E ) ยางหุ้ม Connctor สำหรับ Heater ของ OS

สรุปแล้ว ในรถผมสายสัญญาณของ OS มันขาดหายไป เลยทำให้ไฟ "Engine Check" มันติดสว่างขึ้นมา


PIC16_09

 

ไหน ๆ ก็จัดการซื้อตัว OS มาใหม่จาก www.gsfcarparts.com จาก UK มาเองเลย เพราะผมอยากลองว่ามันจะจ่ายเงินมากแค่ใหน กับภาษีอะไหล่รถยนต์ (30%) ในราคา 50.50 GBP ( 3,500 B. ) ซึ่งพอผม Confirm Order ไปแล้ว อีก 4-5 วันผมก็ได้รับของแล้ว ส่งผ่าน Air-mail มาจาก UK เลยและไม่ต้องเสียภาษีด้วย หรือว่าเสียแต่ยังไม่โดนเรียกเก็บตอนนี้

เอาเป็นว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับการซื้อหาอะไหล่รถยนต์ครับ

Part Number : N9300 ( Lambda Prove , XAN 1.8/2.0 8V ) 42.50 GBP


PIC16_10

เทียบหน้าตาของ OS ตัวเก่าในจุด ( A ) เป็นของ BOSCH และตัวใหม่ ( B ) เป็นของ MTE-THOMSON ซึ่งจะผอมกว่าตัวของ BOSCH


PIC16_11

 

เปรียบเทียบด้าน Connector ระหว่างตัวเก่าและตัวใหม่ จะมีขนาดและรูปร่างที่เหมือนกัน ต่างกันที่สีของ Connecotr
ดังนั้นตอนใส่ OS ตัวใหม่เข้าไปแทนที่ OS ตัวเดิมต้องดูสีของสายไฟให้ดี เพราะสีของสายไฟยังยึดเหมือน OS ตัวเก่า

1 BLACK = OS Signal
2 GRAY = OS Ground
3 WHITE = Heater Pin#1
4 WHITE = Heater Pin#2
  ค่าความต้านทาน Heater = 5.6 Ohm

 


PIC16_12

มาดู OS ตัวเก่าผมยังไม่ได้ทิ้งครับ จัดการเอากาวทาประเก็นมาหุ้มแทนยางของเดิมที่โดนตัดหายไป...พอแห้งตัวแล้ว
ก็แข็งแรงและสายไปไม่หลุดแล้วครับ...และก็เก็บไว้ดูต่างหน้าครับ


PIC16_13

ประกอบกลับ

11. ทาจาระบีทนความร้อนสูงที่เกลียวของตัว OS อันใหม่ ดังรูปในจุด ( B )

12. มุดเข้าใต้ท้องรถอีกครั้ง ใส่ตัว OS เข้าตำแหน่ง และใช้มือหมุนให้แน่น

13. ใช้ประแจปากตายเบอร์ #22 ให้แน่น ประมาณ 40-60 Nm ( แต่ผมกะเอาว่าแน่น ก็หยุดครับ พื้นที่มันแคบ ประแจปอนด์
ผมเข้าไม่ถึง)

14. ใส่ connector ของ สัญญาณ และ ของ Heater ให้ถูกต้อง

15. ประกอบชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่ถอดออกมากลับเข้าที่...ตรวจสอบความถูกต้องและแก้ไข

16. สตาร์ทเครื่องยนต์...ถ้าทุกอย่างถูกต้อง ไฟ "Engine Check" ก็จะดับไปและทุกอย่างก็จะกลับมาเป็นปกติ และสามารถนำรถไปใช้งานได้เลย


PIC16_14

ผมเสียดายน้ำมันที่จะต้องรอให้เครื่องยนต์ร้อนจนทำให้ OS เริ่มที่งาน ซึ่ง OS จะเริ่มทำงานที่อุณหภูมิ 300 'C ขึ้นไป จึงไม่ได้ทำการวัดสัญญาณของ OS ในทันทีที่ติดตั้งแล้วเสร็จ หลังจากกลับจาก Meeting ครั้งล่าสุด พอกลับถึงที่พัก ก็จัดการใช้ ScopeMeter ในจุด ( A ) จับสัญญาณ OS จาก Connector ที่ได้ทำไว้แล้วที่ตัวกล่อง ECU ในจุด ( B ) โดยที่เครื่องยนต์ยังร้อนอยู่


PIC16_15

หน้าตาของสัญญาณจาก OS ที่รอบเดินเบา 850 rpm. ซึ่งจะมีการสวิงไปมาระหว่าง 0.060 Volt -> 0.700 Volt ซึ่งจาก Datasheet ของตัว OS ที่ผมใช้บอกว่า Oxygen sensor type : Zirconium Dioxide

Output Signal : from 0 to 1.1 volts ( 0 to 1100 millivolts )
Rich Mixture L <1 : More than 0.45 volts ( 450 mV ) = Excess of fuel ( จ่ายเชื้อเพลิงมากไป ต้องลดลง)
Lean Mixture L>1 : Less than 0.45 volts ( 450 mV ) = Excess de oxygen (จ่ายเชื้อเพลิงน้อยไป ต้องเพิ่ม )
Frequency : 100 mSec @ 350 °C, 50 mSec @ 800°C
L = Lambda

.



ซึ่งสัญญาณที่บอกมาจะเป็นการใช้ Digital Meter วัดออกมาเป็นค่าเฉลี่ย...ส่วนผมใช้ ScopeMeter ได้ออกมาเป็นรูป คลื่นอย่างที่เห็น และถ้าแปลงเป็นค่าเฉลี่ยแบบ Digital Meter ก็จะได้ Vdc = 0.636 * 0.700V = 0.445 V ( 445 mV ) ซึ่งผมก็ถือว่ารับได้แล้วครับ ความถี่ของการสวิงก็ได้ สุดท้าย ไฟ "Engine Check" ก็ลาขาดจากผมไปในลักษณะนี้เอง


ที่มาข้อมูลอ้างอิง

"Books"

1. CITROEN XANTIA 1993 to 1998 (K to S registration ) Petrol & Diesel ( Haynes : 3082 )

2. Citroen & Peugeot Engine Management System & Fuel Injection Techbook ( Haynes : 3789 )

3. Automotice Diagnostic Fault code Manual Techbook ( Haynes : 3472 )

4. เครื่องยนต์ห้วฉีด EFI ( นพดล เวชวิฐาน ISBN : 974-8328-86-4 )

"Internet"

1. http://www.ngk.de/Lambda_sensors.642.0.html

2. http://techedge.com.au/vehicle/wbo2/wbntk.htm

3. http://www.picotech.com/auto/waveforms/lambda_zirconia.html

4. http://peugeot.mainspot.net/wiring_diagram.shtml

5. http://www.gfscarparts.com/



รูปคลื่นมาตราฐานสำหรับออกซิเจนเซนเซอร์แบบ Zirconium Dioxide ซึ่งใช้กันแพร่หลาย ภาพจากเวบ

http://www.aa1car.com/library/o2sensor.htm

ออกซิเจนเซนเซอร์ติดตั้งในปี 1976 บนรถ Volvo 244 เป็นครั้งแรก ออกซิเจนเซนเซอร์มักถูกเรียกสั้นๆว่า O2 sensor ตามสูตรเคมีของกาซออกซิเจน

ออกซิเจนเซนเซอร์แบบ Zirconium Dioxide ทำหน้าที่คล้ายแหล่งกำเนิดแรงดันไฟฟ้าค่าน้อยๆที่สัมพันธ์กับปริมาณออกซิเจนที่เหลือหลังการเผาไหม้ในท่อไอเสีย

ออกซิเจนเซนเซอร์จึงต้องทำงานได้ดีในสภาพอุณหภูมิสูงนับร้อยองศา (ของแต่งรถที่เป็นเกจวัดอุณหภูมิไอเสียสามารถวัดอุณหภูมิได้ตั้งแต่ 200 - 1200 °C) แรงดันไฟฟ้าจากออกซิเจนเซนเซอร์ถูกส่งไปสู่ ECU ต่อไป ออกซิเจนเซนเซอร์รุ่นเก่าๆมีสายเพียงเส้นเดียว ต่างจากปัจจุบันที่มีสายฮีทเตอร์สองเส้นและสายสัญญาณอีกสองเส้น รวมเป็นออกซิเจนเซนเซอร์แบบสี่สาย ทำให้มีสายไฟที่ให้ความร้อนเพิ่มขึ้นมาอีกสองเส้น (heater)

ที่ส่วนผสมปานกลางออกซิเจนเซนเซอร์ให้แรงดันเฉลี่ยนอยู่ที่ 0.45 Volt และที่ส่วนผสมหนามากๆออกซิเจนเซนเซอร์จะให้แรงดันสูงขึ้น แต่ที่ส่วนผสมหนามากๆมันให้แรงดันสูงยังไม่ถึง 1 volt อยู่ดี ซึ่งก็ยังถือว่าเป็นค่าที่น้อยเกินกว่ามิเตอร์แบบเข็มจะวัดได้อย่างแม่นยำ อีกทั้งแรงดันที่ออกซิเจนเซนเซอร์ให้ออกมามีการเปลี่ยนแปลงด้วยความถี่ ดังนั้นการตรวจสอบที่แน่ใจได้มากที่สุดควรได้สตอเรจออสซิลโลสโคป (Storage Oscilloscope , DSO) ซึ่งแสดงผลได้รวดเร็วและบันทึกรูปคลื่นเก็บไว้ได้ แต่ถ้าไม่มีเราอาจจะใช้ดิจิตอลมิเตอร์ธรรมดาก็พอได้

ในเครื่องยนต์ที่มีหลายสูบจนมีการแยกฝาสูบเป็นสองฝั่ง เช่น V6 หรือ V8 ก็อาจมีออกซิเจนเซนเซอร์สองตัวสำหรับฝาสูบแต่ละด้าน ตลอดจน เครื่องยนต์รุ่นใหม่ๆที่มีออกซิเจนเซนเซอร์สองตัว สำหรับตรวจสภาพไอเสีย "ก่อนเข้าแคทตาลิติกคอนเวอร์เตอร์และหลังจากแคทตาลิติกคอนเวอร์เตอร์" ที่เรียกว่า Up Stream - Down Stream

ออกซิเจนเซนเซอร์อาจเสียได้ง่ายจากช่างท่อไอเสียที่ไม่ระวัง ตลอดจนสารแปลกปลอมในไอเสีย เช่น คราบน้ำมันหล่อลื่น ฯลฯ ที่ทำให้การตอบสนองของมันค่อยๆเสื่อมและหมดสภาพไปในที่สุด ทำให้เกิดปัญหาเปลืองน้ำมันเชื้อดพลิงนเพราะ ECU ไม่สามารถตรวจสอบอะไรได้ก็จะทำงานแบบชัวร์ไว้ก่อนคือสั่งให้หัวฉีดจ่ายน้ำมันมากๆไว้ก่อน ส่วนผสมน้ำมันกับอากาศจึงหนาเกินไป

อายุของออกซิเจนเซนเซอร์ในเครื่องยนต์แบบหัวฉีดเดียว (Single Point) จะยืนยาวกว่าออกซิเจนเซนเซอร์ในเครื่องยนต์แบบหัวฉีดหลายจุด (Multi Point) เพราะสภาพไอเสียในแบบหัวฉีดหลายจุดสามารถปรับเปลี่ยนได้ฉับพลันทันใดมากกว่า


Home

Last update :October 21, 2006

Very thank you for Mr.Fusion for his picture