ปัจจุบันแม้ Xantia จะถูกแทนที่ด้วย C5 แล้วก็ตาม แต่ก็ยังเป็นที่สนใจสำหรับผู้รักรถซีตรองหรือผู้ใช้อีกมากมายทั้งนี้เนื่องจากราคาขายต่อของรถเก่าในปัจจุบันนี้ไม่สูงมากมายนักเมื่อเทียบกับรถยี่ห้ออื่นๆ ในรุ่นและปีเดียวกัน อีกทั้งเป็นที่ทราบกันดีในกลุ่มผู้ใช้รถซีตรองว่าสามารถปรับปรุงสภาพให้สมบูรณ์ได้โดยใช้งบประมาณพอสมควรเท่านั้น ดังนั้นจึงขอหยิบยกประเด็นต่างๆ ขึ้นมาเป็นแนวทางในการดูแลและปรับปรุงสภาพ (Recondition) รวมทั้งคัดเลือกรถเพื่อนำมาใช้งานต่อไป ทั้งนี้เนื้อหาเหล่านี้ยังครอบคลุมถึงแนวทาง ที่นำไปใช้เป็นข้อมูลสำหรับรุ่นอื่นๆ ได้ด้วยข้อมูลนี้เป็นข้อมูลที่จากการ Recondition ซึ่งไม่รวม ไปถึงค่าแรงและราคาอะไหล่หลายๆชิ้น เป็นราคาสุทธิที่ซื้อโดยตรงจากร้านขายอะไหล่

1.ตัวถังและสภาพภายนอก

ในกรณีที่คุณคิดจะซื้อรถซีตรอง ตัวถังคือสิ่งสำคัญอันดับแรก เพราะ ชิ้นส่วนประกอบอื่นๆ ไม่ว่าใหญ่หรือเล็ก สามารถจัดหาและเปลี่ยนใหม่ได้ทั้งหมด แม้แต่เครื่องยนต์และเกียร์ แต่ตัวถังนั้นถ้าพบว่า หากไม่คุ้มค่ากับการลงทุนปรับปรุงแล้ว หรือสภาพไม่ดีพออาจเนื่องจากอุบัติเหตุคงเหลือทางเลือกทางเดียวที่จะเปลี่ยนก็คือ “ขายทิ้ง” ซึ่งนั่นก็หมายความว่า “ไม่มีราคา”

ในกรณีของ Xantia นั้น อายุขนาดนี้ถ้าไม่มีอุบัติเหตุหรือใช้ในแถบพื้นที่ชายทะเล จะไม่ควรพบสนิม ส่วนอุบัติเหตุเล็กน้อยนั้นคงมีโอกาสพบได้บ้าง แต่อย่าให้เสียหายถึงโครงสร้างหลักเป็นใช้ได้ ในส่วนของการ Recondition สภาพสีและตัวถังนั้นขอให้อยู่ในดุลพินิจของเจ้าของ แต่ถ้าเล็กน้อยก็น่าจะยอมรับได้แต่ก็คงต้องคำนึงถึงและคิดเผื่อค่าใช้จ่ายที่จะใช้สำหรับทำตรงนี้ด้วย

ดูขอบประตู ตรวจดูสภาพขอบยางประตู ซึ่งยางนี้ราคาคร่าวๆจะอยู่ที่ประมาณ 3,000 บาทต่อเส้น และลองเปิดปิดประตู โดยเฉพาะประตูหลัง(ประตูที่5) ว่ามีตก หรือตัวโช๊คเริ่มฝืดแล้ว และดูตัวกดล๊อคประตูด้วยว่ายังกดออกได้ง่าย หรือ ไม่เพราะเป็นจุดหนึ่งที่มักมีปัญหาเนื่องจากตัวฝาที่มีน้ำหนักมาก และคนที่ปิดกระแทกแรง หรือ ปล่อยปิดลงมาเอง ก็ทำให้กลอนหัก หรือ เสียได้ และ ทดลองกด Central lock ว่าสามารถจะล๊อคได้ 6 จุดดีหรือไม่ คือประตูทั้ง 4 บาน ฝาน้ำมัน และฝาท้าย ด้วยและเวลา ปลด ล๊อค ทุกอย่างเปิดได้ดีไม่มีติดขัด แต่จุดที่จะเป็นปัญหาก็คือ ฝาน้ำมัน และ ฝาท้ายที่ ตัว ล๊อคเปิดไม่ออก ค่าใช้จ่ายในการซ่อมก็จะอยู่ที่ ประมาณ 2,500 บาท

ว่า ไหนๆก็เปิดฝาประตูหลังแล้วก็ดูไฟเบรคดวงที่ 3 ที่ติดกับกระจกหลังนั้น ว่าแตกหักหรือ ทำงานอยู่หรือไม่ เพราะตัวนี้เป็นพลาสติกแข็งและถูกความร้อนอาจแตกหักได้ ง่าย ตัวไฟเบรคนี้ราคา3,000 กว่าบาท

1994

1995+

 

ซองเทียปีแรกที่นำมาจำหน่ายในบ้านเรา คือตั้งแต่ ปี 1994 เป็นต้นมา จุดที่สังเกตรุ่นรถ รุ่นแรกๆนั้น เครื่องหมายจ่าโท จะติดที่ฝากระโปรงรถ และรุ่นนี้จะไม่มี airbag และระบบไฮโดรนิวเมติกจะใช้วาลว์ 5 ทางเป็นตัวแบ่งจ่ายน้ำมันระหว่างพวงมาลัยและระบบกันช่วงล่างกันสะเทือน และเบรค จะไม่มี spoiler หลัง และ ไฟตัดหมอกที่กันชนหน้าจะเป็นสี่เหลี่ยม แต่ก็เป็นไปได้ว่าเจ้าของไปดัดแปลงมา และที่สำคัญจะไม่มี Antisink หรือ วาล์ว กันยุบ

รุ่นต่อมาคือ ปี 1995 หลังจากนี้ เครื่องหมายจ่าโทจะอยู่ที่กระจังหน้า และมี airbag มาด้วย และตัดตัววาล์ว 5 ทางออกไปโดยจะใช้ ตัวปั๊มที่เป็น 6+2 สูบ และจะมี spoiler รอบรถ และ ไฟตัดหมอกจะเป็นทรงกลม และมี วาล์วกันยุบเพิ่มมาด้วย

หลังจากนี้ ก็จะมีรุ่น Exclusive ที่ชุดตกแต่งภายในลายไม้ที่แตกต่างกันและ ฝาครอบ ECU ที่ต่างกัน และ มีอักษรเขียนว่า Exclusive ที่ด้านข้างประตูหน้า และอีกจุดหนึ่งคือ ฝาหม้อพักน้ำจะเป็นเหล็กกับ กระจกมองข้างสีเดียวกับรถ

เบาะนั้น จะเป็นสีครีมถ้าตัวรถสีโทนอ่อน และ จะเป็นสีดำถ้าสีตัวรถสีเข้ม และมีติดชุดทับทิมบริเวณป้ายทะเบียนหลัง ซึ่งก็แตกต่างกันเล็กน้อย

โครงสร้างส่วนใหญ่ก็เหมือนกันสภาพภายนอกที่เราเห็นนี้ยังบ่งบอกด้วยว่าใช้งานมามากน้อย แค่ไหน นอกจากใช้เลขกิโลเป็นตัวบ่งบอกแล้ว และ ยังรวมถึงการดูแลรักษาของเจ้าของด้วย ควรสังเกต ยาง ทั้ง 4 เส้นว่ายังใช้ได้หรือไม่ และ ยังมีดอกอยู่หรือไม่ แข็งตัวหรือเปล่า โดยการทดลองขับสังเกตความแข็งของยาง ยังต้องดูการสึกของยางประกอบด้วย เพื่อบ่งบอกว่า เช่น ถ้ายางมีการสึก เป็นบั้ง หรือ กินยาง ไม่เท่ากัน ก็แสดงว่า ช่วงล่างเริ่มที่จะมีปัญหา พวก บูชยาง ลุกหมากต่างๆ เป็นต้น ซึ่งก็จะได้รวมค่าซ่อม คร่าวๆไว้ในการซื้อครั้งนี้ด้วย และ ถ้ายางทั้ง 4 เส้นใช้ไม่ได้ก็ต้องเตรียมงบไว้ ด้วยสำหรับเปลี่ยนยาง

อย่าลืมขอดูยางอะไหล่ด้วยว่ามีหรือ ไม่ ใช้การได้หรือ ไม่ พร้อมทั้งตรวจล้อแม็ก มีรอยแตกบิ่น หรือ คด แต่ก็สามารถซ่อมได้ ถ้าไม่มากนัก หรือ เป็นรอยมาก ก็สามารถนำไปขัดและชุบได้ ประมาณ ไม่เกิน 2000 บาท

ยางปัดน้ำฝนก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย เพราะถึงแม้เป็นของเล็กน้อย ราคาไม่แพงประมาณ พันกว่าบาทต่อ ข้าง แต่ถ้าเราสังเกตก็อาจจะบอกเราได้ว่าเจ้าของรถนั้น ดูแลเอาใจใส่รถเพียงใดจากสภาพภายนอกที่เห็น ซึ่งแล้วส่วนที่เรามองไม่เห็นล่ะ เช่น เครื่องยนต์ ช่วงล่าง จะเจออะไรบ้าง

2. เครื่องยนต์และ ระบบเตือนต่างๆ

สังเกตเรื่อง ควันขาว ซึ่งหมายถึงเครื่องหลวม หรือ เสียงวาล์วดัง เพราะเป็นส่วนที่สำคัญมาก สำหรับ การเลือกซื้อรถมาใช้ ราคาค่าซ่อมก็ขึ้นอยู่กับอาการหนักเบาและชิ้นส่วนที่พบ ดังนั้นทางที่ดีควรเลือกรถคันที่ไม่มีปัญหาเรื่องเครื่องยนต์จะเป็นทางที่ถูก เพราะถ้าจะคิดว่าจะมาเปลี่ยนเครื่องนั้น เป็นเรื่องที่ยากลำบากพอสมควรและค่าใช้จ่ายที่เคยประมาณการกันไว้ หรือถ้าเจอ เช่นพบว่าฝาสูบโก่ง วาล์วคด เนื่องมาจาก เครื่อง Overheat (ซึ่งปกติจะheat ได้แต่เครื่องก็สามารถทนความร้อนสูงเนื่องจากเครื่องซีตรองจะทำงานที่ความร้อนสูงพอสมควร) หรือ สายพาน timing ขาด ซึ่งค่าใช้จ่ายจะอยู่ราวๆ หลัก หลายหมื่นบาทเหมือนกัน ขึ้นอยู่กับชิ้นส่วนที่ต้องเปลี่ยน

ควรตรวจสอบน้ำมันเครื่อง และ น้ำมันเกียร์ และ น้ำมันไฮโดรลิก LHM รวมทั้งกรองต่างๆ เช่น กรองอากาศ กรองน้ำมันเครื่อง กรองเบนซิน และยังไม่ควรเปลี่ยนน้ำมันต่างๆ ทันที ที่ตกลงซื้อขายกัน (ถ้าเป็นไปได้) เพราะควรใช้วิ่งระยะทางสั้นๆใกล้ๆบ้านเพื่อดูอาการต่างๆ รอยรั่ว และหลังจากนั้นค่อยเปลี่ยนหรือทำทีเดียวจะได้ไม่เสียค่าน้ำมันหรือ ค่าแรงหลายครั้ง

สังเกตอาการ เบาดับ รอบปกติจะอยู่ที่ 700-800รอบต่อนาที ถ้ารอบเครื่องสวิง ปัญหาส่วนใหญ่ที่พบคือ

ปีกผีเสื้อสกปรก ถ้าล้างปีกผีเสื้อไม่หาย ก็มาจาก idle motor เสีย

หัวฉีดรั่ว จอดรถทิ้งไว้นานๆ สัก 3 ชั่วโมงขึ้นไป start ติดยาก ก็อาจจะมาจากหัวฉีดรั่ว

ปั๊มเบนซินเสื่อม อาการเริ่มของปั๊มเบนซิน ซึ่งจะอยู่ภายในถังน้ำมันที่เริ่มไม่ทำงาน ซึ่งตัวนี้ ราคาค่อนข้างสูงพอสมควรคือ (ประมาณ15,000 บาท) และถอดยาก

ระบบหัวฉีดหรือระบบจ่ายน้ำมันมีปัญหา ดูหัวเทียน มีคราบน้ำมัน เขม่าหรือไม่ กรองอากาศ สายหัวเทียนมีรอยขาด

 

ดูน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ ซึ่งน้ำมันเกียร์นี้ ถ้ามีเศษผงหรือเศษโลหะปะปนอยู่ก็เป็นเครื่องบ่งบอกถึงสภาพของเกียร์ หรือ ตัองเตรียมใจที่ต้องยกครัช ไม่ว่าเกียร์ auto หรือเกียร์ธรรมดา และ น้ำในหม้อน้ำ เป็นสีแดงก็อาจจะเกิดจากเป็นสนิม ไม่ได้ใส่น้ำยา ซึ่งที่ดีจะต้องเป็นสีเขียว ดูรอยน้ำรั่ว สีขาวๆ บริเวณฝาครอบวาล์วน้ำ หรือ ที่ท่อต่อกับ หม้อน้ำ หรือ วาล์ว น้ำไม่เปิด หรือ เปิดไม่เต็มที่ก็อาจจะมีผลในเรื่องของความร้อนโดยทั่วไป

อีกจุดหนึ่งคือระบบระบายความร้อน พัดลม รีเลย์พัดลมหน้า ฟังเสียงและสังเกตุพัดลมว่ามีเสียงติดขัดหรือไม่ และถ้าทดลองวิ่งลองสังเกตเรื่อง ความร้อนและสัณญาณเตือนต่างๆด้วย เช่น เตือน abs, Overheat ในส่วนของเครื่องยนต์จุดใหญ่ๆ ก็มีเท่านี้

สำหรับ เครื่องยนต์ก็จะมี 2 รุ่นที่นำเข้ามาขายในบ้านเรา คือ 8 วาล์ว และ 16วาล์ว แต่สำหรับ รุ่น 16 วาล์ว นั้น ก็จะมีความแตกต่างจากนี้ไปบ้าง และจะเป็นเกียร์ธรรมดา และ ระบบช่วงล่างก็เป็น ไฮแดรกทีพ ซึ่งก็แตกต่างกันแค่ตรงนี้ เท่านั้น

ทดลอง start เครื่อง ก็สังเกตไฟที่ dashboard ด้วยว่า มีอะไรติด หรือ ดับบ้าง โดยปกติจะต้องติด ครบ ตอนที่ สวิทช์กุญแจที่ตำแหน่ง M หรือ เตรียม start เช่น ไฟ ABS ,เตือนแรงดันน้ำมัน, ระดับน้ำมันเครื่อง ไฟเบรค , ไฟ airbag ที่พวงมาลัย ติดแล้วดับไป( ในรุ่นที่มี airbag) , ไฟ น้ำมันเครื่อง, ไฟเตือน stop , เบรก, เตือนoverheat ที่เหนือเข็มวัดความร้อน, ไฟเตือนน้ำมันหมดที่ด้านล่างเข็มวัดน้ำมัน ( ซึ่งถ้าตัวนี้ไม่ติดก็อาจเป็นไปได้ว่าได้ถูกเปลี่ยนปั๊มเบนซินที่ถังน้ำมันไปแล้วและอาจถูกดัดแปลงโดยไม่ได้ใช้ของเดิม), ไฟเตือนเครื่องยนต์ขัดข้อง

สังเกตเข็มmeter ต่างๆ ว่าทำงานปกติ หรือ เปล่า เปิดไฟ สูง-ต่ำ และไฟเลี้ยวและการเด้งกลับของก้านไฟเลี้ยว, ปุ่มแตรจะกดง่าย ไม่แข็งจนเกินไป ที่ปัดน้ำฝน หน้า-หลังจะอยู่ก้านด้านขวารวมถึงที่กดน้ำฉีดกระจกด้วย ทดสอบ ปุ่มกด ต่างๆ โดยจะต้องมีไฟติดที่ปุ่มด้วยทุกปุ่มถ้าเปิดไฟหน้า เพื่อสามารถมองเห็นได้ในเวลากลางคืนและไฟที่ dashboard สามารถปรับหรี่ได้

สังเกตเข็มความร้อน โดยปกติเครื่องยนต์จะมีอุณหภูมิอยู่ที่ 80-90 ซึ่งถ้าไม่เปิดแอร์อาจจะอยู่ที่ราว 90 องศาได้ แต่ไม่น่าเกินนี้ โดยถ้าเครื่องยนต์ที่สมบูรณ์ จะอยู่ที่ 80 องศาตลอด แต่ก็ยอมรับได้ที่ 90องศาครับ ถ้าน้ำยาแอร์ไม่ปกติ สิ่งที่มองไม่เห็นและจำเป็นต้องเปลี่ยนหลังจากซื้อรถมาแล้วคือ นอกจากพวกของเหลวต่างๆ เช่นน้ำในหม้อน้ำ น้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ น้ำมันLHM และ ยางบูช แล้ว ที่สำคัญ สายพาน timing พร้อมลูกรอก ควรจะต้องเปลี่ยน เพราะถ้าเกิดขาดขึ้นมาจะเกิดความเสียหายกับ เครื่องยนต์ได้

ตรวจดูยางหุ้มเพลาขับ ทั้งตัว นอกและ ตัว ใน ด้วย ต้องไม่มีรอยจารบี ออกมาข้างนอก หรือมู่เล่ย์หน้าเครื่องก็เป็นจุดที่รถรุ่นนี้จะต้องเปลี่ยน เพราะตัวมูเล่ย์เป็นยางซีลตรงกลาง เวลาผ่านไปนานๆ ยางก็หมดสภาพ แต่เปลี่ยนใหม่ก็จะได้เป็นเหล็ก ก็จะใช้ไปอีกนาน

3. ระบบ ไฮโดรนิวเมติก ช่วงล่าง ระบบเบรค

สังเกตตั้งแต่ การ ยกตัวหลังจากเริ่มสตาร์ทเครื่องโดยปกติ ไม่เกิน 10 วินาทีและสังเกตไฟ stop ด้วยว่า นานเท่าไรจึงจะดับเพื่อใช้ ในการพิจารณาประสิทธิภาพของระบบไฮโดรลิก ถ้าเป็นไปได้ดูน้ำมันในถังLHM ว่ามีสีเขียว หรือ ขุ่น หรือ สิ่งสกปรกปนอยู่เยอะหรือไม่ สังเกต คราบน้ำมัน LHM สีเขียวตามพื้น ตามท่อ หรือ ปั๊ม ว่า ต้องไม่มีซึม หยดไหล ทดลองกด ทั้ง 4 มุมของรถ ว่า กดลง นิ่มไหม คล้ายการทดลองรถที่ใช้ โช๊คทั่วๆ ไป แต่ถ้ากดลงไว้เฉยๆ จะต้องมีแรงต้านขึ้นมา

เมื่อตกลงจะครอบครองเป็นเจ้าของแล้ว ก็จะต้องทำก็คือการตรวจสอบตุ้ม ทั้งหมดด้วย ระบบเบรค และการเบรค หัวจะไม่ทิ่ม ทดสอบระยะทางที่ใช้เบรค ลองหาทางที่โล่งๆ เพื่อทดสอบการเบรค โดยจุดเด่นของซีตรองคือ ระบบเบรคที่มั่นใจได้ทุกความเร็ว ต้องระวังการทดสอบด้วยนะครับ เพราะถ้ารถไม่สมบูรณ์ อาจจะเกิดอุบัติเหตุได้

สังเกตว่าเบรคสู้เท้าหรือ ไม่ ถ้ามีอาการก็น่าจะมาจากเบรควาล์ว แต่ก็เป็นไปได้ที่จากส่วนอื่นร่วมด้วยเช่น ตุ้มสะสมแรงดันเป็นต้น ตัวเบรควาล์วเอง และยังจะต้องมีสายท่อไหลกลับ ต่อไปลองทดสอบการทำงานของเบรคมือ เสียงเวลาเบรค ซึ่งหมายถึงผ้าเบรคหมด หรือ จานเบรคบาง ทั้งนี้เราสามารถถอดออกมาเพื่อตรวจดูความหนาได้โดยที่จานจะมีร่องให้สามารถดูความหนาได้ ส่วนผ้าเบรคนั้น ก็ต้องตรวจสอบด้วยเหมือนกัน โดยเฉพาะการกินผ้าเบรคที่ไม่เท่ากันก็จะเป็นเครื่องบ่างบอกได้ว่า ตัวลูกสูบเบรคทำงานผิดปกติ ซึ่งต้องถอดออกมาทำการซ่อมได้ และชิ้นส่วนและโอริงก็มีชุดซ่อม

ข้อสังเกตอีกอย่างที่คือเวลารถ วิ่งแล้ว มีเสียงดังกุกๆ ที่บนถนนไม่เรียบ หรือ บน ลูกรัง หรือ อาการกินหน้ายางที่ไม่เท่ากัน หรือไม่เกาะถนน ซึ่งสาเหตุมาจากระบบช่วงล่าง ซึ่งต้องดูและ ฟังเสียงประกอบกันไป ถ้ามีเวลาก็ลองนั่งตอนหลังด้วยเพื่อฟังเสียงที่อาจเกิดจาก ลูกปืนล้อ และ ถ้าเป็นไปได้ขอดูยางหัวโช๊ค ซึ่งอาจจะลำบากในการถอด อีกอย่างที่สำคัญมากสำหรับซีตรองคือตุ้ม (sphere) โดยมันจะส่วนเกี่ยวข้องกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นช่วงล่าง หรือ ระบบเบรคและ ระบบผ่อนแรงของพวงมาลัย ซึ่ง โดยเราไม่สามารถจะตรวจสอบได้เลยว่า มันดีหรือเสีย หรือ มีก๊าซน้อยถ้าไม่ถอดออกมา แต่เราต้องสังเกตจากอาการต่างๆที่บอกมาแล้ว ซึ่งตุ้มนี้เสียสามารถจะส่งผลไปยังทำให้ส่วนต่างๆ ทำงานผิดพลาดได้ เช่นระบบเบรค เครื่องยนต์ทำงานไม่เป็นปกติ การยก ระบบกันสะเทือนได้ หรือ แม้แต่ระบบเพาเวอร์ของพวงมาลัย

ส่วนตัวปั๊มนั้น ถือได้ว่าเป็นหัวใจของรถยนต์ซีตรองก็ว่าได้ ถ้าหัวใจหยุดทำงาน เราจะไม่สามารถ เคลื่อน รถได้เลย ฉะนั้น ควรตรวจสอบให้ดีและตรวจสอบประวัติการซ่อมได้ก็จะดีจะได้รู้ว่ารถคันนี้มีปัญหาเรื่องปั๊มหรือ ไม่ โดยทั่วไป ไม่เสียง่ายบางคัน เท่ากับอายุรถ ขึ้นอยู่กับการบำรุงรักษาน้ำมัน LHM ด้วย โดยเรื่องความสะอาดก็ของน้ำมันก็มีผลจะทำให้ปั๊มทำงานได้ดีมีประสิทธิภาพและอายุการใช้งานนาน การรั่วซึมอาจมีบ้างได้ แต่ต้องหาสาเหตุ และดู หรือ ฟังเสียงการทำงานประกอบด้วย ถ้ารั่วซึมก็อาจ เพียงแต่ซีลยางหมดอายุก็อาจจะเกิดรั่วภายใน หรือซึมให้เห็นได้ ก็จะมีชุดซ่อม แต่ถ้าโชคร้ายเกิดเสียขึ้นมาราคาค่อนข้างสูงพอสมควร

ยางหัวโช้ก

สำหรับอีกชิ้นส่วนหนึ่งที่รถยนต์ซีตรองรุ่นที่มีระบบไฮโดรนิวเมติกคือยางหัวโช๊คก็เป็นสิ่งที่รถทุกคันต้องเปลี่ยน เนื่องจากมีอายุการใช้งานประมาณ 50,000 กิโลเมตร โดยมีเฉพาะด้านหน้าเท่านั้น และท่อไหลกลับ ต่างๆ ควรสังเกตว่ามีแตกลายงา หรือมีรอยร้าว รอยหักโดยดูบริเวณหอ หรือจุดยึด ซึ่งจะทำให้เกิดการรั่วซึมในภายหลังถึงกับนำท่านจอดข้างทางได้ ซึ่งถ้าเปลี่ยนใหม่นั้นก็มีหลายเส้นราคาก็ตั้งแต่ 100 กว่า ไปจนถึงหลักหมื่นบาท ขึ้นอยู่กับขนาดและความยาวเมือ่เปลี่ยนใหม่แล้วอายุการใช้งานก็อยู่ได้หลายปี แต่ทางที่ดีควรตรวจดูให้รอบคอบจะดีกว่าและ ถ้ามองไม่เห็น หรือดูลำบาก แนะนำให้เตรียมไฟฉายไว้ส่องดูก็จะดีไม่น้อย และถ้าตกลงที่ซื้อคันนี้มาก็ควรจะเปลี่ยนเส้นที่เห็น หรือสภาพไม่น่าไว้ใจเลย โดยไม่ต้องรอให้น้ำมันไหลออกมาก่อน และโดยเฉพาะ ไหลกลับของเบรค หรือ สายเบรคอ่อน ถ้าช่วงล่างเสื่อม หมดอายุ เช่นยาง บูช ลูกหมากต่างๆ ยางกันกระแทก ยางแท่นเครื่อง ก็จะอาการดัง และหลวมๆ และสั่น เวลาถอยหลัง หรือ มีเสียงของช่วงล่าง

รถที่อายุตั้งแต่ปี 1994 มานั้นก็ถือว่าต้องซ่อมแล้ว ยกเว้นเสียว่า เจ้าของเดิมเพิ่งทำมา หรือ รถที่ยังเป็นปีใหม่อยู่

4. ระบบแอร์

สำหรับเรื่องของระบบแอร์ของซองเทียเป็นอีกจุดหนึ่งที่พบบ่อยมากว่าผิดปกติเนื่องอายุการใช้งานนั่น เองโดยคุณจะต้องทำการตรวจดูและทดสอบการทำงานให้ละเอียดว่าทำงาน ปกติหรือ ไม่ ตู้ heaterเป็นจุดสำคัญที่ต้องดู เพราะทุกคันที่มีปัญหาเนื่องจากตัวตู้หมดอายุ เนื่องจากอายุการใช้งานมานาน และต้องเปลี่ยน โดยปกติเราตั้งไว้ 22 องศาก็ระบบแอร์ก็เย็นมากแล้ว ครับ

จริงๆ แล้ว heater เราไม่ได้ใช้สำหรับทำความร้อนให้เราในโอกาศที่หนาวอย่างเดียวครับ ซึ่งนานๆ จะใช้สักครั้ง หรือ บางคนไม่เคยใช้เลย แต่ตัวนี้เป็นระบบแอร์ของรุ่นนี้ที่ใช้ ระบบ ฮีทเตอร์ ในการควบคุมอุณหภูมิภายในห้องโดยสาร และต้องสังเกตการทำงานของพัดลม2 ตัวที่หม้อน้ำประกอบด้วยว่าทำงานที่ speed สูงตลอดคือจะส่งเสียงค่อนข้างดังตลอดหรือไม่ หรือ เริ่มต้นก็หมุนที่ ขั้นแรง ตลอดเวลา โดยปกติจะต้องไม่เป็นอย่างนี้

ถ้าระบบแอร์มีปัญหาเสีย สำหรับเปลี่ยนตู้ heater โดยส่วนใหญ่จะรั่วเมื่อใช้งานมาได้ช่วงหนึ่งประมาณ 3-4 ปีตัวตู้ heater ก็จะรั่วและส่งกลิ่นน้ำยาหม้อน้ำหรือ กลิ่นไหม้เข้ามาในห้องโดยสาร โดยจุดนี้จะเป็นตัวบอกให้เรารู้ว่ารั่วแล้วและอีกอย่างหนึ่งคุณ อาจจะดูคราบน้ำ ที่ใต้พรมทางด้านที่นั่งหน้าซ้ายก็ได้ หรือลองปรับอุณหภูมิดูว่ายังคงปรับได้อยู่หรือเปล่า ก็เป็นจุดสังเกตได้แต่ไม่ทุกกรณี เพราะถ้าแปลงใส่ เทอร์โมสตัท ก็อาจใช้ได้เหมือนกัน ลองปรับเป็นอุ่นให้ความร้อนดูก็จะรู้ได้ครับ และตรวจดู dryerว่าขุ่นมัว ไม่สามารถดูปริมาณน้ำยาแอร์และดูดความชื้นได้ ก็ต้องเปลี่ยนไปด้วย

ดู compressor ด้วยว่าถูกแปลงมาหรือ เปล่า โดย original จะเป็น Seiko มีท่อออกมา 2 ท่อที่ท้าย compressor ครับ ไม่เหมือนทั่วไปที่ท่อจะออกตรงกลาง แต่ถ้ามันใช้งานได้ก็น่าจะรับได้ หรือลองฟังเสียงเวลามันทำงานและดูรอบเครื่องประกอบด้วยก็จะดี ถ้าcompressor ในห้องโดยสารจะต้องมี มอเตอร์ ที่บริเวณ คอนโซล ใช้ในการ ควบคุม อุณหภูมิ ภายใน ซึ่งอาจจะพบว่ามีเสียงดังเป็นเกือบทุกคัน และทดสอบการปรับทิศทางแอร์ด้วยก็จะดี ว่าไปตามทิศทางที่แสดงไว้ที่แต่ละปุ่มหรือ ไม่

สังเกตเรื่องสายพานแอร์ ซึ่งสายพานตัวนี้จะใช้ร่วมกับ ปํ๊มไฮโดรลิกด้วย ซึ่งน่าจะต้องตรวจดู หรือเปลี่ยนทันทีที่จะซื้อคันนี้

5.ระบบเกียร์

เกียร์ถือเป็นหัวใจสำหรับอีกชิ้นหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นอย่างมาก โดยส่วนมากรถรุ่นนี้จะเป็นเกียร์ อัตโนมัติ ซึ่งเพราะอายุการใช้งานของเกียร์อัตโนมัติรุ่นนี้ เฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 150,000 กิโลเมตรแต่ปัจจัยที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือการใช้ที่ถนอมและถูกวิธีและสภาพการจราจร ก็อาจจะยืดอายุให้มากกว่านี้ได้

กรองเกียร์และแผ่นคลัทช์

แต่ถ้าคุณได้รถคันที่ใกล้จะต้องทำการซ่อมบำรุง หรือ ที่เราเรียกว่า ยกเกียร์กันนั้น เพื่อทำการเปลี่ยนแผ่นคลัช เปลี่ยน บูช หรือ ต้องทำความสะอาดสมองเกียร์ก็แล้วแต่ว่าชิ้นไหนที่สึกหรอเสียหายไป ซึ่งโดยปกติทั่วไปนั้น รถที่เป็นเกียร์ธรรมดา ก็ต้องซ่อมเหมือนกัน ต่างกันที่ อายุการใช้งาน และ งบประมาณ ในการซ่อมเท่านั้น ที่เกียร์อัตโนมัติจะใช้งบ สูงกว่า ประมาณ 17,000 - 60,000 บาท ราคาขึ้นอยู่กับว่าต้องเปลี่ยนอะไรบ้าง และอู่ไหน หรือ ศูนย์

วิธีการสังเกตว่า เกียร์เริ่มจะมีปัญหาแล้ว นั้น ก็ดูได้จาก น้ำมันเกียร์ ที่ขุ่น สีแดงไม่ใส มีเศษผง คือ แผ่นคลัช ติดมากับ น้ำมันด้วย เกียร์เข้าไม่ได้ เป็นบางครั้ง ใส่เกียร์ถอยหลัง ไม่ได้ หรือ เวลาน้ำมันเกียร์ร้อน คือ ใช้ไปได้ระยะหนึ่งแล้ว เข้าเกียร์ไม่ได้ เปลี่ยนเกียร์ 3 ไป 4 จะลากรอบสูงกว่า 2800-3500 รอบ และกระตุก หรือ เกียร์เปลี่ยนไปมาเอง หรือ เมื่อ kickdown แล้วกระตุก หรือ เกียร์ไม่ยอมเปลี่ยน หรือ สุดท้ายเข้าเกียร์แล้วรถไม่เคลื่อนที่เลย ก็เป็นสิ่งที่สังเกตได้ อีกส่วนที่เกี่ยวกับเกียร์ คือสายเกียร์ ซึ่งจะอยู่ใกล้กับ ท่อไอเสีย บริเวณ ใต้ท้องรถ ซึ่งจะทำให้สายละลาย หรือ ฝืด ซึ่ง ต้องเปลี่ยน หรือ สามารถนำไปซ่อมได้ ครับ แต่ถ้าซ่อมได้ก็จะถูกกว่าเกินครึ่งครับ อาการเวลาสายเกียร์เสียก็คือ เข้าเกียร์ไม่ได้ เข้าผิดตำแหน่ง เช่น เข้าเกียร์ว่างแต่เป็น เกียร์ถอยหลัง หรือ ไม่สามารถ start เครื่องได้ เพราะ ปกติ รถเกียร์ อัตโนมัตินั้นเวลา start เกียร์จะต้องอยู่ที่ตำแหน่ง N หรือ P เท่านั้น

อีกสิ่งหนึ่งสำหรับเกี่ยวกับเกียร์ คือ หัวเกียร์ ซึ่งทำจากพลาสติกแข็งหล่อ ใช้ไปนานๆ ก็พบว่าเกือบทุกคัน ต้องแตก เราสามารถนำหนังมาหุ้มได้เพื่อความประหยัดค่าใช้จ่าย

 

โดยรวมแล้ว รถซองเทียนี้นับว่ามีสมรรถนะที่ดี ให้ความสะดวก สบาย ในการขับขี่และ โดยสาร มีอุปกรณ์ ตกแต่ง และ ทางด้านความปลอดภัยครบครัน รูปทรงที่สวยงาม และการขับขี่ที่นุ่มนวล ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของซีตรอง การเกาะถนน และการเบรคได้มั่นใจทุกช่วงความเร็ว คุณจะได้รับจากรุ่นนี้ แต่สิ่งเหล่านี้คุณจะได้มาถ้าคุณเลือก และ ตรวจสอบ รถที่คุณต้องการตามข้างต้น ซึ่งเป็นจุดใหญ่ๆ ที่เป็นข้อสังเกต ตรวจสอบ แต่ก็ขอให้ดูส่วนอื่นๆ ประกอบไปด้วยที่ไม่ได้กล่าวถึงในทีนี้


Home

Last update : 12 Februaryr 2007